วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

10 สายพันธุ์สุนัขที่ฉลาดที่สุดในโลก

10 สายพันธุ์สุนัขที่ฉลาดที่สุดในโลก

                สุนัขถือได้เป็นสัตว์ที่แสนรู้อันดับต้นๆ ในบรรดาสัตว์ประเภทต่างๆ และในวันนี้พี่ปัดมี 10 อันดับสายพันธุ์สุนัขที่ฉลาดที่สุดในโลกมาฝากจ๊ะ โดยวัดจากการที่สุนัขสามารถเรียนรู้และเข้าใจคำสั่งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว



อันดับ 1 : Border Collie
ลักษณะนิสัยขี้เล่น ร่าเริง เป็นมิตร
มีความสามารถในการเรียนรู้สูง ประสาทไวต่อสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้าต่างๆ
เช่น เสียง สิ่งเคลื่อนไหว และกลิ่น

อันดับ 2 : Poodle
เสน่ห์ของสุนัขพันธุ์นี้อยู่ที่ ฉลาด รู้ภาษา ร่าเริง ช่างประจบ
อันดับ 3 : German Shepherd
ลักษณะนิสัยกระตือรือร้น ตื่นตัว กล้าหาญ
ร่าเริง เชื่อฟัง กระหายที่จะเรียนรู้และฉลาดมาก
มักถูกใช้ต้อนแกะ เฝ้ายาม กิจกรรมต่างๆ ของตำรวจ
นำทางคนตาบอด แกะรอยค้นหา

อันดับ 4 : Golden Retriever
ลักษณะนิสัยเป็นมิตร สุภาพ ใจดี ซื่อสัตย์ มีความสามารถพิเศษในการจดจำ
ง่ายต่อการฝึกฝน กระฉับกระเฉง
อันดับ 5 : Doberman Pinscher
ลักษณะนิสัยฉลาด กล้าหาญ ตื่นตัว เชื่อฟัง คอยระวังภัยตลอดเวลา
จัดว่าเป็นสุนัขอารักขาที่ดีที่สุดในโลก
อันดับ 6 : Shetland Sheepdog
ลักษณะนิสัยฉลาด มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์
รักเด็ก และมีสัญชาตญาณที่ดีด้วย
อันดับ 7 : Labrador Retriever
ลักษณะนิสัยฉลาด ใจดี เป็นมิตร สุภาพ ไม่ก้าวร้าว
ตอบสนองรวดเร็ว ปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ได้ง่าย
สามารถฝึกความสามารถพิเศษอื่นๆ ได้มากมาย
เช่น ค้นหาผู้ประสบภัย , ค้นหายาเสพติด ฯลฯ
อันดับ 8 : Papillon
ลักษณะนิสับฉลาด แข็งแรง กล้าหาญ รักเจ้าของ ขี้เล่น
กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งรอบข้าง เป็นมิตร
และพร้อมที่จะปกป้องเจ้าของจากผู้บุกรุก
อันดับ 9 : Rottweiler
ลักษณะนิสัยเป็นสายพันธุ์ที่มีสัญชาตญาณที่ต้องเอาตัวรอด
แต่ในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์ให้เป็นสุนัขที่มีความฉลาด
ชอบการสัมผัสอย่างทะนุถนอม และสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
หากได้รับการฝึกฝนที่ดีจะเป็นสุนัขที่เชื่อฟังคำสั่ง
ใจเย็น เป็นทั้งเพื่อนและยามเฝ้าบ้านที่ดี

อันดับ 10 : Australian Cattle Dog
เป็นสุนัขสายพันธุ์ใหม่ ที่มีต้นกำเนิดมาจากการทดลองผสมข้ามพันธุ์
มีความอดทนเหมือนสุนัขพื้นเมือง มีความสามารถทางปศุสัตว์
ซื่อสัตย์ และฉลาด

วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2554

6 โรคที่ควรระวังในสุนัข



"6 โรคที่ควรระวัง! ในสุนัข "
คลีนิกโรคตาขอนำเสนอ โรคตาที่มักจะพบในสุนัขพันธุ์ต่างๆ ที่อาจพบได้กับสุนัขของคุณคุณ

1. ต้อกระจกที่เป็นมาโดยกำเนิด (Congenital cataract)
พบได้ในพันธุ์อิงลิชค็อกเกอร์ สเปเนียล เยอรมันเชพเพิร์ด หรือรู้จักกันในนามอัลเซเชียน ร็อตไวเลอร์ พูเดิล เทอร์เรีย

2. ต้อหิน (Glaucoma)
     ตัวอย่างที่พบ พันธุ์อากิตะ บัสเส็ต ฮาวน์ คอลลี่ บูลเทอร์เรีย ดัลเมเชียน อิงลิช ค็อกเกอร์ สเปเนียล ไซบีเรียน ฮัสกี้

3. โรคตาแห้ง (Dry eye)
     พบได้ในพันธุ์ต่อไปนี้ อเมริกัน ค็อกเกอร์ สเปเนียล บูลด๊อก บูลเทอร์เรีย เชาเชา ดัชชุน มินิเจอร์ พูเดิล ชิสุห์

4. หนังตาม้วนเข้ามากเกินไป (Entropion)
     พบ ได้ในพันธุ์ต่อไปนี้ อเมริกัน ค็อกเกอร์ สเปเนียล บ๊อกเซอร์ บูลเทอร์เรีย ชิวาวา เชาเชา ดัชชุน ดัลเมเชียน ดเบอร์แมนพินช์เชอร์ อิงลิช ค็อกเกอร์ สเปเนียล ฟ็อกซ์ เทอร์เรีย โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ เกรตเดน ลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์ มัสทิฟ พุดเดิล ชเนาเซอร์ นิวฟาวน์แลนด์ ปักกิ่ง ปอมเมอเรเนียน ร็อตไวเลอร์ เซนต์เบอร์นาร์ด ชาร์ไป่ย

5. หนังตาม้วนออกมากเกินไป (Ectopion)
     พบในพันธุ์เดียวกับพันธุ์ที่หนังตาม้วนเข้ามากเกินไป

6. โรคจอตาลอกหลุด (Retinal detachment)
     พบ ได้ในพันธุ์ อัฟกันฮาวน์ อเมริกัน ค็อกเกอร์ สเปเนียล อิงลิช ค็อกเกอร์ สเปเนียล บาเซนจิ เกรตเดน ร็อตไวเลอร์ ชิสุห์ ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงโรคตา 6 ชนิดที่มีลักษณะโดดเด่น และพบได้บ่อยๆ ค่ะ กลับบ้านลองสังเกตเจ้าตูบของคุณว่ามีอาการที่เล่ามาหรือไม่?


โครงสร้างตาหมา
     ตา หมาก็เหมือนตาคน เริ่มกันจากด้านนอกไปสู่ด้านใน กระจกตาจะใสเหมือนแก้ว ไม่ใช่สีดำหรือที่เรียกว่าตาดำอย่างที่เห็น สีดำที่เห็นคือม่านตาดำ บริเวณกระจกตาจะพบรอยแผลมากสุด ถัดจากกระจกตาเข้ามาก็จะเป็นม่านตาสีดำ แล้วบริเวณในสุด คือ แก้วตา

อาการของโรคตาหมา
     สังเกตได้จากเริ่มตาแดง ตาฝ้า บางครั้งจะมีน้ำตาเอ่อ มีขี้ตามากผิดปกติ ชอบเกาตาหรือไถตากับพื้นหรือฝาผนัง ที่เห็นได้อย่างเด่นชัดสุด คือ การเดินชนของ เดินขึ้นบันไดลงบันไดไม่ค่อยถนัด หาชามข้าวไม่พบ เป็นต้น

เสียงจากครอบครัวตาใส
     ครอบครัวชิบาตะ หนึ่งในครอบครัวที่พาหมามารักษาตาเล่าให้ฟังว่า "ปาปู" อายุ 4 ปี เป็นพันธุ์ผสม มีน้ำตามาก เลยคิดว่ามีปัญหาเรื่องตา แต่เพราะเราดูแลเอาใจใส่ดี ลูกๆ ดูแล พอเห็นผิดปกติ ก็เลยเอามาหาหมอ ขอเป็นหมอพิเศษด้านตา เพื่อให้ปาปูมองเห็นได้ดีและแจ่มใสที่สุด ไม่มีใครคิดว่าปาปูจะดื้อ แต่พอมาจริงๆ ก็มีการดิ้นบ้าง ไม่ยอมให้ตรวจ ต้องคอยบังคับกัน คิดว่าโรงพยาบาลสัตว์เมืองไทยก็ทันสมัยไม่แพ้ที่ญี่ปุ่น

 

การดูแลสุนัข




                  สุนัข จำเป็นจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าของ ทั้งในด้านการดูแลขน การอาบน้ำ การดูแลสภาพทั่วไปของหู ตา จมูกและเล็บเท้า รวมไปดึงการดูแลสุขภาพของเหงือกและฟันตลอดจนการออกกำลังกาย การได้รับอาหารที่ดี และการได้รับการตรวจเช็คสุขภาพโดยสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอด้วย
 
1.ที่อยู่ที่นอน
                  สุนัขควรมีที่อยู่ที่นอนเป็นที่เป็นทางแลเป็นสัดเป็นส่วน อาจจะใช้ผ้าเก่า ๆ หรือเศษผ้านุ่ม ๆ หลายๆชั้นทำเป็นที่นอนขนาดเล็กใหญ่แล้วแต่ความเหมาะสม ส่วนการจะเลี้ยงดูสุนัขกกไว้ในบ้านหรือไม่นั้นคงแล้วแต่ความพร้อมของสมาชิกในครอบครัว ส่วนใหญ่แล้วหากมันยังเล็กอยู่ก็นิยมเลี้ยงไว้ในบ้านเพื่อคอยดูแลและทำให้มันสนิทสนมกับคนในบ้านได้ง่าย แต่ต้องคอยดูแลเรื่องการขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทางหากมีบริเวณบ้านมากพอ ควรเลี้ยงไว้นออกบ้าน โดยสร้างกรงที่ขมีขมันความแข็งแรง กว้างขวางตามขนาดของสุนัขควรมีมุ้งกางให้สุนัขด้วย มีหลังคากันแดดกันฝนได้ และมีฝากันลมในทิศทางที่ถูกต้อง บริเวณที่ตั้งกรงควรเลือกเอาที่ร่ม ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อับชื้น เวลากลางวันต้องมีแสงแดดส่องผ่านเข้าได้บ้างเพื่อฆ่าเชื้อโรคและให้กรงแห้งพื้นกรงควรจะสะดวกในการทำความสะอาด ไม่เป็นที่หมักหมดของสิ่งปฏิกูลต่าง ๆมีที่ระบายของเสียได้สะดวก 



2.การอาบน้ำ
      เมื่อสุนัขมีกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์ ในบางครั้งจึงมีความจำเป็นต้องอาบน้ำให้สุนัข นอกจากนี้การอาบน้ำยัง ช่วยกำจัดพยาธิภายนอกบางชนิด รวมทั้งช่วยปรับสภาพผิวที่แห้งหรือมันเกินไป ซึ่งสัตวแพทย์สามารถ แนะนำแชมพูยาและครีมปรับสภาพขนที่เหมาะสมกับสุนัข การใช้แชมพูและครีมปรับสภาพขนให้ได้ผลดีจะ ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต แชมพูที่ ล้างออกไม่หมด จะระคายเคืองต่อผิวหนัง และทำให้คัน ซึ่งสุนัขอาจเกาจนเป็นแผล ระหว่างการ อาบน้ำ อาจใส่ปลอกคอให้สุนัข เพื่อใช้จับและป้องกันสุนัขกระโดดออกจากอ่างน้ำ
วิธีการอาบน้ำ
         หลังจากแปรงขนสุนัขแล้ว ให้ใช้ก้อนสำลีอุดหูสุนัขไว้แล้วจับสุนัขยืนในอ่างน้ำ โดยใช้ผ้ายางรองพื้นอ่าง ใช้มือจับปลอกคอสุนัขแล้วใช้น้ำอุ่นค่อยๆราดลงบนตัวสุนัข ใช้แชมพูสำหรับสุนัขหรือแชมพูที่ไม่ระคายเคืองตาฟอกให้ทั่วตัว ยกเว้นบริเวณหัว จับสุนัขให้มั่นคงเพื่อ ป้องกันสุนัขลื่นหรือกระโดดออกจากอ่างน้ำ ถูนวดย้อนขนจนแชมพูเป็นฟอง ระวังอย่างให้แชมพูกระเด็น เข้าตาสุนัข บริเวณหัวให้ใช้แชมพูที่ไม่ระคายเคืองตาเทลงบนมือ แล้วนวดขนสุนัขอย่างนุ่มนวล ระวังอย่างให้น้ำ และฟองแชมพูกระเด็นเข้าตาและปากสุนัข ล้างแชมพูบริเวณหัวออก เช็ดให้แห้งก่อนจากนั้นจึงล้างแชมพูบริเวณลำตัว วิธีนี้จะช่วยป้องกันสุนัข สะบัดน้ำกระจายไปทั่ว ล้างแชมพูออกให้หมดด้วยน้ำอุ่นอีกครั้ง ถ้าจำเป็นอาจใช้แชมพูปรับสภาพนวดขนแล้วล้างออกให้หมด บีบไล่น้ำติดค้างตามขนออกให้มากที่สุดแล้วใช้ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่เช็ดตัวสุนัขให้แห้ง จากนั้นเอาสำลีที่ อุดหูออกและเช็ดในรูหูให้แห้ง สุนัขที่มีผิวหนังสมบูรณ์อาจใช้เครื่องเป่าผมเป่าขนให้แห้ง โดยปรับอุณหภูมิปานกลาง และแปรงขนไป ในทิศทางออกจากตัว สำหรับสุนัขที่มีอาการคันควรงดใช้เครื่องเป่าผม เพราะความร้อนจะทำให้คันมากขึ้น
หลังการอาบน้ำ
          หลังการอาบน้ำสุนัขมักวิ่งไปทั่วอย่างตื่นเต้น ควรระวังไม่ให้สุนัขไปเกลือกกลิ้งบนพื้นสกปรก หรือพยายามสร้าง กลิ่นตัวให้เหมือนสิ่งแวดล้อมด้วยการไปคลุกกับสิ่งเหล่านี้


   

3.การแปรงและหวีขน

              สุนัขทุกพันธุ์ต้องการแปรงขนเหมือนกัน ไม่จำเป็นว่าสุนัขตัวนั้นจะ ต้องมีขนยาวเพียงเท่านั้น การแปรงหวีขน ของสุนัขบ่อยๆ นอกจากจะ ทำ ให้ขนสวย ขนไม่พันกันแล้ว ยังจะเป็นการทำความสะอาดตัวของสุนัขได้ เพราะเวลาเราแปรงขน สิ่งสกปรกจะถูกกำจัดออกมารวมทั้งบรรดาขนเก่า ที่หลุดออกมา นอกจากนั้นผิวหนังที่ได้รับการ กระตุ้นจากการ หวีหรือแปรงก็จะขับน้ำมันมาเคลือบขนสุนัขทำให้ขนนุ่ม และเป็นเงางาม โดยที่เราไม่ต้องเสียเงินไปซื้ออาหารเสริมมาให้มันกินให้สิ้นเปลืองเปล่า ๆ ควรฝึกหวี และแปรงขนสุนัขแต่เล็ก ๆ เพื่อจะได้เคยชินและยอมให้เรา เสริมสวยแต่โดยดี


เทคนิคการหวีและแปรงขนสุนัข
                  การแปรงขนสุนัขทุกวันจะทำให้สุนัขมีสุขภาพดี ขนเป็นเงางาม ไม่มีสิ่งสกปรกหมักหมมอยู่ ในขนสุนัข พันธุ์ขนยาว เช่น อาฟกัน ฮาวด์ ชิสุ ควรหวี ทุกวัน ส่วนสุนัขพันธุ์ขนสั้น เช่น บลูด็อก เกรดเดน แปรงขนเพียง 2-3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ก็พอ ส่วนสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ลต้องใช้การตัดแต่งขน จะหวีให้ตรงแบบสุนัขพันธุ์อื่นไม่ได้

การหวีขนสุนัขพันธุ์ขนสั้น
อุปกรณ์ที่ใช้มีแปรงบิสเทิล แปรงหวีสลิดเกอร์ หวีตรง ขั้นตอนการหวี มีดังนี้
     - ใช้หวีแปรงสลิดเกอร์หวีก่อน เพื่อจำกัดเอาขนที่พันออกไม่ให้เกิดก้อน สังกะตัง ออกแรงหวีเพียงเบาๆนุ่มๆ

         หวียาวๆ    จากคอถึงลำตัวทำเช่นนี้ทั่วตัว
     - ใช้หวีบิสเทิลแปรง เพื่อเอาขนที่ตายแล้วและสิ่งสกปรกให้หลุดออกจากขนของสุนัขทั้งตัว
     - ใช้หวีตรง หวีบริเวณที่ยาว เช่น ส่วนของหาง เท้า ขา ถ้าพบว่าขนพันกันให้ใช้กรรไกรตัดออกสุนัขจะได้ไม่เจ็บ

การหวีขนสุนัขที่ขนตรงยาว
อุปกรณ์ที่ใช้มีแปรงสลิดเกอร์ แปรงบิสเทิล หวีตรง กรรไกร
     - ใช้แปรงสลิดเกอร์หวีขนก่อน เพื่อทำให้ขนที่พันกันอยู่คลายตัวออก
     - ใช้แปรงบิสเทิลหวีตามอีกครั้ง เพื่อทำให้ขนมันเงา และหวีง่ายขี้นไปอีก
     - ใช้หวีตรง หวีจัดให้ขนของสุนัขตกลงไปข้างลำตัว ด้านซ้ายและด้านขวาตามแนวขน
     - ใช้กรรไกรตัดแต่งบริเวณเท้าและหู เพื่อให้เป็นระเบียบเรียบร้อยดูสวยงาม

การหวีขนสุนัขที่สั้นเกรียน
อุปกรณ์ที่ใช้มี แปรงรับเบอร์ หนังชามัวร์ แปรงบิสเทิล
     - ใช้แปรงรับเบอร์ เพื่อแปรงย้อนขนสุนัขจะทำให้ขนตาย และสะเก็ด ผิวหนัง สิ่งสกปรกหลุดออกโดยง่าย
     - ใช้แปรงบิสเทิล แปรงขนตัวสุนัขอีกครั้งให้ทั่วทั้งตัว เพื่อเอาขนที่ตายและสะเก็ดออก
     - เช็คขนสุนัขด้วยหนังชามัวร์ เพื่อให้ขนเป็นมันเงางาม


4.การดูแลหู

             หูมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง สุนัขที่มีหูปกติจะต้องมีสีชมพูเรื่อๆ สะอาด ไม่มีกลิ่นผิดปกติ หูควรสะอาดไม่มีขี้หูมากจนเกินไป ไม่มีเห็บ หรือหมัด ไม่เป็นแผล หนอง สุนัขบางพันธุ์รวมทั้งพวกพุดเดิ้ล มักมีขนขึ้นที่บริเวณช่องหู ขนเหล่านี้จะเป็นตัวเพาะเชื้อโรค และหมักหมมส่งสกปรกทั้งหลายได้เป็นอย่างดี พวกหูยานก็เก็บสิ่งสกปรกต่าง ๆ ได้ง่ายจึงต้องหมั่นเอาใจใส่เช็ดถูสิ่งสกปรกในช่องหูออกให้หมด พวกหูตั้งนี้รักษาง่าย เพราะช่องหูสามารถถ่ายเทกับอากาศภายนอกได้โดยธรรมชาติ ฉะนั้นสิ่งสกปรกต่าง ๆ จึงไม่สามารถหมักหมมจนเกิดโรคได้มากนัก ถ้าหูสุนัขสกปรกมากก็ควรใช้สำลีหรือผ้านุ่มๆ เช็ดบริเวณใบหูและรูหูส่วนนอก ๆ เป็นประจำทางที่ดีหลังการอาบน้ำ เพราะสามารถตรวจสอบว่ามีน้ำหลงเหลือเข้าไปในรูหูหรือไม่ ถ้ามีจะได้เช็ดออกให้แห้ง เป็นการป้องกันหูอักเสบได้ด้วย แต่อย่าได้พยายามทำความสะอาดลึกเข้าไปในรูหูเป็นอันขาด บริเวณอ่อนไหวดังกล่าวควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์




5.การดูแลตา

                ตาของสุนัขที่มีสุขภาพดีจะมีแววตาแจ่มใส ไม่ขุ่นมัวหรือมีสีแดง หรือมีขี้ตา รวมทั้งน้ำตาไหลเป็นคราบอยู่เสมอก็แสดงว่าต้องมีอะไรผิดปกติเข้าตา ถ้าเป็นโรคตาอักเสบธรรมดาเพราะผงเข้าตา ก็ควรใช้น้ำยาล้างตา 4-5 หยด ใส่เพื่อให้สิ่งสกปรกออกก่อน แล้วใช้ผ้าที่สะอาดเช็ดเบา ๆ รอบ ๆ ขอบตาออกได้ ถ้าเป็นมากกว่านี้ควรจะนำไปพบสัตวแพทย์สุนัขบางพันธุ์ เช่น พวกพุดเดิ้ล มักมีรอยด่างสีน้ำตาลที่ขนใต้ตาเสมอ ที่เป็นเช่นนี้เพราะขนบริเวณนั้นเปียกแฉะเนื่องจากหยาดน้ำตาของสุนัข คราบน้ำตานี้จะติดแน่นที่หัวตาย้อยลงมา การกำจัดรอยด่างนี้ทำได้โดยการหมั่นเช็ดถูให้บ่อยๆครั้งทุกวัน เพื่อให้ขนที่ติดคราบน้ำตานี้ค่อย ๆหลุดร่วงหมดไปสุนัขบางตัวตาแฉะ อาจจะเป็นเพราะขนตาขึ้นผิดปกติ แยงเข้าไปในลูกตา การรักษาอาการนี้ควรเป็นหน้าที่ของสัตวแพทย์



6.การดูแลฟัน

              โดยปกติแล้วสุนัขฟันผุได้ยากมาก แต่ที่เห็นบ่อยคือ เหงือกอักเสบ เกิดจากฟันสุนัขไม่สะอาด ขี้ฟันหมักหมมจนจับเป็นคราบสีเหลืองเกาะติดที่ผิวฟัน คือ หินปูนนั่นเอง บางทีหินปูนมีมากและลุกลามไปจนถึงเงือก ทำให้เหงือกอักเสบ มีกลิ่นปาก จนกระทั่งฟันหลุดไปในที่สุดวิธีป้องกันการจับตัวของหินปูน ควรให้สุนัขกินอาหารสำเร็จรูปที่เป็นเม็ดแห้ง หรือให้แทะกระดูกเสียบ้างเพื่อขัดฟัน แต่ถ้าจะให้ดีจริงๆ ควรให้สัตวแพทย์ตรวจฟันทุกปี สุนัขบางพันธุ์ก็มีการจัดเรียงตัวของฟันที่แย่มาก มีเหงือกเป็นหนองและฟันหลุดเสมอการให้แทะกระดูกไม่อาจช่วยได้เลย พวกนี้ต้องตรวจฟัน และทำความสะอาดเสมอโดยสัตวแพทย์




7.การดูแลเล็บ

          เล็บสุนัขจะงอกจิกลงดิน มันจะสึกไปเองโดยธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นสุนัขที่เลี้ยงบนพื้นไม้หรือพื้นซีเมนต์ มักจะพบปัญหาเล็บไม่สึก มีเล็บยาวเร็วกว่าปกติทำให้เดินไม่สะดวก และเมื่อทิ้งไว้นาน ๆ จะทำให้นิ้วคด หรือแยกห่างออกจากกัน บางทีก็ถอนหรือฉีกแตกจนเกิดหนองได้ จะทำให้สุนัขเจ็บปวดมากเวลาเดิน ฉะนั้นจึงต้องหมั่นตรวจดูแลตัดเล็บเท้าให้สั้นอยู่เสมอการตัดเล็บสุนัขควรใช้กรรไกรสำหรับการตัดโดยเฉพาะ จะทำได้โดยง่ายและปลอดภัย ได้รอยตัดที่กลมโค้ง การตัดควรตัดที่ปลายเพียงเล็กน้อย ระวังอย่าตัดให้ถูกปลายประสาทสีชมพูในเล๋บได้สุนัขที่มีเล็บดำไม่สามารถมองเห็นปลายประสาทนี้ได้ ฉะนั้นตัดเล็บจึงทำได้แค่คลิบปลายเพียงเล็กน้อย หรือตัดตรงตำแหน่งต่ำจากบริเวณที่มีเลือดมาเลี้ยงสัก 3มิลลิเมตร การตัดเล็บควรทำทุกเดือน โดยหลังการอาบน้ำ เพราะเล็บที่เปียกน้ำจะอ่อนตัดง่ายกว่าธรรมดา

ความรู้เกี่ยวกับสุนัข



                สุนัข  เป็นสัตว์ที่ชอบไล่ล่า มีความพยายาม อดทน เฉลียวฉลาด โดยธรรมชาติ สุนัขเป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม สังเกตได้จากสุนัขป่านิยมอยู่รวมกันเป็นฝูง มีการแบ่งหน้าที่กันเลี้ยงลูกอ่อน และออกล่าเหยื่อเป็นอาหาร เมื่อมนุษย์นำมาสุนัขป่ามาเลี้ยง พฤติกรรมบางอย่างของสุนัขป่าจึงเปลี่ยนไป


การเคลื่อนไหว
          สุนัขบางพันธุ์สามารถวิ่งได้เร็วมาก เช่น หมาป่า ที่วิ่งได้ความเร็ว 56 ก.ม./ช.ม. สะลูกี้ และเกรย์ฮาว์น วิ่งได้เร็วถึง 70 ก.ม./ช.ม. แม้ว่าสุนัขจะวิ่งได้ไม่เร็วมากเหมือนเสือชีต้า (วิ่งได้ถึง 129 ก.ม./ช.ม.) แต่สุนัขมีลักษณะพิเศษที่ มีความอดทนสูงกว่า มันสามารถวิ่งติดต่อกันเป็นระยะทางไกลๆ เพื่อล่าเหยื่อ นอกจากนี้ สุนัขยังว่ายน้ำได้ดี โดยใช้ขากวักไปมาในน้ำ เช่น สุนัขป่าแรคคูนในจีน ญี่ปุ่น และไซบีเรีย ที่สามารถว่ายน้ำ และดำน้ำล่าเหยื่อได้เป็นเวลา หลายนาที


การดมกลิ่น
          ความสามารถในการดมกลิ่นของสุนัขถือได้ว่าดีเยี่ยม (จะเป็นรองก็แค่ปลาไหลเท่านั้นแหละ) แต่ความสามารถที่ว่านี้จะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ แต่ก็ดีกว่ามนุษย์ถึงล้านเท่าทีเดียว จึงไม่น่าแปลกใจที่มนุษย์จะนำความสามารถนี้มาใช้ประโยชน์นับไม่ถ้วน เช่น ในฝรั่งเศส และอิตาลีใช้สุนัขในการค้นหาเห็ด Truffle ที่อยู่ลึกลงไปในดินถึง 30 ซม. ฮอลแลนด์ และเดนมาร์คใช้สุนัขในการค้นหาแก๊สรั่ว นอกจากนี้ ยังใช้สุนัขในการค้นหาวัตถุระเบิด ยาเสพติด และคนหายอีกด้วย สุนัขทำได้อย่างไร เราลองมาดูกัน องค์ประกอบของกลิ่นต่างๆ คือ โมเลกุลของสารเคมี ที่ล่องลอยในอากาศ สุนัขจะได้กลิ่นโดยผ่านทางเนื้อเยื่อภายในจมูก และเนื้อเยื่อ ก็จะส่งข้อมูลของกลิ่นนี้ไปยังสมอง สุนัขได้ พัฒนาทักษะในการดมกลิ่นมายาวนานมาก ว่ากันว่า พื้นที่การดมกลิ่นในจมูกของมนุษย์ ผู้ใหญ่มีประมาณ 3 ตร. ซม. แต่ของสุนัข เฉลี่ยแล้วมีถึง 130 ตร. ซม. ทีเดียว นอกจากนี้ สุนัขยังมีเส้นประสาทดมกลิ่นมากกว่ามนุษย์มาก คือ มนุษย์มีเส้นประสาทดังกล่าว 5 ล้านเซล แต่ดัชชุนมีถึง 125 ล้านเซล ฟ็อกซ์เทอร์เรีย มี 147 ล้านเซล เยอรมันเชพเพิร์ดมี 220 ล้านเซล จมูกที่เปียกยังช่วยให้การดมกลิ่นดีขึ้น คือ มันจะช่วยซึมซับกลิ่นที่ล่องลอยในอากาศ และส่งต่อไปยังเนื้อเยื่อรับกลิ่นภายในจมูก และไล่กลิ่นเดิมที่ตกค้างอยู่ออก



การได้ยิน
          เป็นอีกสิ่งหนึ่งสุนัขทำได้ดีกว่ามนุษย์ สุนัขส่วนใหญ่มีหูใหญ่ ที่ประกอบไปด้วย กล้ามเนื้อถึง 17 มัด และสามารถบิดหูไปมาเพื่อรับคลื่นเสียงให้ตรงกับแหล่งที่มาได้ โดยมันสามารถ รับคลื่นเสียงได้ถึง 35,000 Vibration ต่อวินาที เทียบกับมนุษย์ที่ 20,000 ต่อวินาที และแมว 25,000 ต่อวินาที นอกจากนี้ มันยังสามารถแยกความแตกต่างระหว่างเสียงต่างๆ ได้ด้วย แต่ที่พิเศษยิ่งไปกว่านี้ คือ มันสามารถปิดหูชั้นใน เพื่อที่จะกรองเสียงภายนอกอื่นๆ ที่ไม่ต้องการออกไป เหลือไว้แต่เสียงที่ต้องการเท่านั้น



การมองเห็น
          สุนัขสายตาไม่ดีนัก ส่วนใหญ่จึงใช้การดมกลิ่นในการล่าสัตว์มากกว่าสายตา แต่ก็มีสุนัขบางพันธุ์ที่ได้พัฒนาความสามารถในการมองเห็น จนสามารถใช้สายตา ในการล่าสัตว์ได้ เช่น เกรย์ฮาว์น เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม สุนัขไม่สามารถมองเห็นภาพสี ภาพที่มันมองเห็นจะเป็นโทนสีขาว ดำ และเทา เท่านั้น


             นอกจากนี้ สุนัขยังมีประสาทสัมผัสพิเศษอีกอย่างหนึ่ง ที่เราเรียกว่า ประสาทสัมผัสที่ 6 สุนัขมีความสามารถในการรับรู้เกี่ยวกับวิญญาณ และโทรจิต จึงไม่แปลกที่สุนัขมักจะทราบล่วงหน้า ก่อนที่คุณจะตัดสินใจออกไปข้างนอก และปล่อยให้มันอยู่บ้านตามลำพัง

แนะนำตัวเอง....


ชื่อ  นางสาวอนันทพร     ปานสูงเนิน
กำลังศึกษาอยู่ที่   มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
คณะ   การบัญชีและการจัดการ
สาขา   การบัญชี    ชั้นปี 3
รหัสนิสิต  51010912532
เกิดวันที่  20  ธันวาคม  2532
ภูมิลำเนาเดิม    จังหวัดนครราชสีมา
งานอดิเรก  เลี้ยงสุนัข